ยามศึกเรารบ ยามสงบเรากัดกัน

…ก็ไม่เข้าใจเลยจริงๆ บ้านเมืองนี้ มันจะอะไรกันนักหนา แค่รวมกลุ่มกันได้ ก็ถือว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของสังคมแล้วหรือ? ถ้าบอกว่าม็อบนั้นคือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แล้วทำไมตอนเลือกตั้ง พรรคที่คุณหาว่าเลวอย่างนั้น เลวอย่างนี้ ประชาชนรู้ทันหมด ถึงได้ถูกเลือกเข้ามาอีกครั้ง?

การกระทำของ พธม ตอนนี้ เห็นได้ชัดแล้วครับ ว่าเพื่อประโยชน์ส่วนตนจริงๆ ไม่ว่าผมจะตัดอคติส่วนตัวออกไปเท่าไร ก็ไม่พบความเป็นเหตุเป็นผลต่อการเรียกร้องต่างๆ เลยครับ

ทำไมน่ะหรือครับ?

อดีตนายกที่กลุ่มนี้พยายามกล่าวหาต่างๆ นาๆ ว่าผิดสารพัด ณ บัดนี้ ศาลยังไม่ตัดสินอะไรเลยครับ ทั้งๆ ที่อำนาจอยู่ในมือเผด็จการมาปีกว่า ก็ยังได้แค่ส่งฟ้อง ถ้าว่ากันตรงๆ ถึงผมจะชื่นชมในนักธุรกิจที่ผันตัวมาเป็นนักการเมืองคนนี้ แต่ถ้าผิด ก็ว่าไปตามผิด ถ้าถูก ก็ว่าไปตามถูกครับ ไม่ใช่หลับหูหลับตาเชียร์แหลก

เล่นกันซะบ้านเมืองแทบล่มจม รายได้จากการท่องเที่ยว ที่น่าจะเป็นรายได้หลักก็หด ไม่ต้องถามเลยครับว่าทำไม เอาง่ายๆ ถ้าประเทศที่คุณจะไปเที่ยว มีม็อบ ก่อจลาจล และปฏิวัติ คุณยังอยากจะไปเที่ยวอีกมั้ยล่ะ?

ไม่ต้องไปฝันหรอกครับ ว่าจะได้นักการเมืองที่ซื่อสัตย์ ไม่ซื้อเสียง ไม่โกงกิน ที่มันวุ่นวายอยู่แบบนี้ ก็เพราะว่ายังมัวแต่ฝันถึงนักการเมืองในอุดมคตินี่แหละครับ…เลิกฝันเถอะครับ ไม่มีหรอกครับ คนที่คุณฝันน่ะ หันกลับมามองดีกว่า ว่าใครให้ประโยชน์โดยรวมมากที่สุด

ถ้าให้เลือก คนนึงหาเงินให้ผมได้ 500 แต่ขอค่าน้ำชา 100 กับอีกคน หามาให้ผมได้ 1000 แต่ขอ 300 ซึ่งแน่นอนครับ ผมเลือกคนหลัง เพราะรายได้สุทธิ 700 มันมากกว่ารายได้สุทธิ 400 เห็นๆ

ผมไม่ได้จะเชิญชวนให้สนับสนุนคนโกงนะครับ แต่ในเมื่อทุกคนโกงหมด ทางที่ดีที่สุด คือเลือกคนโกงที่ให้ผลประโยชน์กับเรามากที่สุดครับ (เลิกฝันถึงนักการเมืองในอุดมคติซักที)

จากประเทศที่กำลังจะเป็น "ผู้ให้กู้" ตอนนี้ กลายเป็น "ผู้กู้" แล้วครับ อนาถใจดีมั้ยล่ะ

ป.ล. วันก่อนเห็นข่าวกลุ่มคนพิการประท้วง "หวยออนไลน์" รู้สึกเหมือน "โจรปล้นร้านชำ" ที่ไปด่า "โจรปล้นร้านทอง" ว่าชั่วกว่า นั่นแหละ, หวยออนไลน์อีกตัว ด่ากันเข้าไปว่ามอมเมา รัฐทำไม่ได้ แทนที่จะได้เงินตรงนี้มาพัฒนาประเทศ กลับต้องปล่อยให้เงินตรงนี้หลุดไปอยู่ "ใต้ดิน" ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าพวกที่คัดค้านเนี่ย มันเอาอะไรคิด…อย่าหลอกตัวเองอยู่เลยครับ ว่าประเทศไทยเมืองพุทธ ยอมรับเถอะ ว่าสังคมไทยบ้าหวย บ้าไสยศาสตร์ และมีเด็กใจแตกทำแท้งกันทุกวัน!

5FM ในที่สุดก็จบ

…หลังจากที่ร่ายยาวกับโปรเจกนี้มากว่า 11 เดือน ในที่สุด มันก็จบลง อันที่จริงผมก็ทำมาตั้งหลายโปรเจก แต่ผมไม่เคยเขียนลงบล็อกซักโปรเจกเลย ก็มีโปรเจกนี้แหละ ที่เจออะไร "สารพัด"

ขอบคุณที่ให้ทดลองใช้โปรเจกนี้กับการทดสอบความคิดอะ ไรหลายๆ อย่าง
ขอบคุณที่ทำให้ผมรู้ว่า นิสัยทุ่มสุดตัวของผมยังไม่หายไปไหน
ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่า คนงี่เง่าแต่เสือกเป็นหัวหน้าคน มันมีอยู่จริง
ขอบคุณที่ทำให้ได้ทำงานกับคนเก่งหลายๆ คน

และสุดท้าย
ขอบคุณที่ทำให้ผมรู้ว่า ไอ้ที่โดนด่าไปเมื่อต้นปีน่ะ …. ไร้สาระว่ะ

…ตัวนี้ พี่ปุยให้มาครับ อิอิ…. (^^)v

weblo

แล้วเกมกลยุทธ์ก็จบ

…รู้สึกว่าโชคดีจริงๆ ที่ทันได้ดูเกมกลยุทธ์ตอนจบ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้แทบไม่ได้ดูเลย(ลืมมั่ง งานยุ่งมั่ง) ใครที่ไม่เคยดูนี่ ต้องบอกเลยว่าน่าเสียดายจริงๆ เป็นรายการ reality ด้านการตลาด รายการแรกของไทยเลยทีเดียว ดีกว่าไอ้พวก AF, The Stars อีก (http://www.gamekonlayut.com)

ใครที่เห็นโฆษณาเกมนี้ช่วงแรก คงรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ฟุ้งเฟ้อมากๆ ของรางวัลมีทั้งคอนโดหรู, รถ และตำแหน่งงานที่โอสสภา เหมือนกับเกมชิงดีชิงเด่นเพื่ออะไรก็ไม่รู้ ซึ่งช่วงแรกผมก็รู้สึกแบบนี้จริงๆ แต่พอได้ดูตอนจบแล้วนี่ รู้สึกว่า "แค่นี้มันยังไม่พอ"

ว่าไป เกมกลยุทธ์ก็เกิดมาจากการที่โอสสภาต้องการปรับภาพลักษณ์องค์กรใหม่ พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ รายการโปรโมทการรับสมัครงานของโอสสภานี่แหละ ตอนสุดท้ายนี่ ผู้เข้าแข่งขันเหลือกันแค่ 2 คน (ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็นผู้หญิงล้วน!!!) ต้องคิดโปรเจก CSR ที่รับผิดชอบต่อสังคม เสนอกับคณะกรรมการ และต้องถูกสัมภาษณ์เพื่อนำไปเสนอบอร์ดสำหรับการคัดเลือกผู้ชนะ (และเข้าทำงานกับโอสสภา) ซึ่งแค่คณะกรรมการมาสัมภาษณ์ ผมว่าสองคนนั้นคงไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่พอเห็นฉากสัมภาษณ์กับคณะบอร์ดแล้วนี่ เห็นชัดเลยว่าสองคนนี้ตื่นเต้นมาก (เป็นผมก็นั่งไม่ติดเหมือนกัน - -”)

สุดท้าย บอร์ดตกลงว่าจะรับ 4 คนสุดท้ายเข้าทำงาน
และโปรเจก CSR ที่ทั้ง 2 คนเสนอ ก็จะถูกนำไปต่อยอดเพื่อขยายผลต่อไป

มันไม่ใช่แค่ยืนแหกปากเย้วๆ บนเวที ได้รางวัลแล้วค่อยไปชุบตัวเป็นนักร้อง
แต่นี่คือของจริง งานจริง เพราะคุณกำลังเล่นเกมกับบริษัทอันดับต้นๆ ของไทย
จะทำอะไร ก็ต้องคิดถึงบริษัทให้มาก

นั่งๆ ดูแล้วก็รู้สึกว่า

กูกำลังนั่งทำอะไรอยู่เนี่ยยยย T_T

เดลินิวส์จะปรับโฉม

…เห็นเดลินิวส์ลงหน้าหนึ่งว่า จัดประกวดดีไซน์หนังสือพิมพ์ใหม่ ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจดีเหมือนกัน เพราะในความเห็นผม หนังสือพิมพ์รายวันที่จัด layout ได้น่าอ่านที่สุดในประเทศไทยก็คือ คมชัดลึก (ถึงแม้มันจะเครือเนชั่นก็เถอะ) และแนวคิดการจัดหน้าหนึ่งของคมชัดลึกก็น่าสนใจ โดยเขามีแนวคิดว่าจะพยายามให้เนื้อหา+ภาพข่าวหน้าหนึ่งต้องเป็นอะไรที่อ่านตอนเช้าแล้วไม่รู้สึกว่าโลกนี้เลวร้าย (ดูตัวอย่างไทยรัฐก็ได้) 

ก็รอดูกันต่อไป ว่า new look ของ เดลินิวส์จะสู้คมชัดลึกได้มั้ย

Firefox 3, The JS Performance

…firefox 3 ออกมาแล้ว เห็นว่ามีอวดเรื่อง js performance ด้วย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง กลุ่มที่แฮปปี้ที่สุด ก็จะเป็นกลุ่มพวกทำ web app นี่ล่ะครับ

ขั้นตอนการเทส ก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไร ผมแค่เปิด Desktop sample ของ Ext โดยกับ ie7 แล้วก็ลองเปิด windows (ใน desktop sample) เยอะๆ แล้วก็หุบไปหุบมา แค่นี้ก็รู้สึกแล้วครับ ว่า ff3 เร็วกว่าในเรื่อง js จริงๆ (ไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวกับเรื่องความเร็วในการ render มั้ย ผมตีรวมๆ ไปละกันว่า js ดีขึ้น ขี้เกียจไปนั่งคิดให้ปวดหัว)

ใครที่เครื่องเร็วๆ อาจจะไม่เห็นผล โชคดีที่เครื่องผมช้า เลยเห็นผลค่อนข้างชัดเจน

FWD

…ตั้งแต่โฆษณา "ปา-ติ-หาน" ออกอากาศ รู้สึกว่าจะเห็น fwd mail ทำนองนี้บ่อยขึ้น ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้านี่คือฟางเส้นสุดท้ายของเจ้าของเมล์ ที่หวังว่าจะมีใครซักคนในเน็ตสามารถช่วยเขาได้

อีเมล์ล่าสุดที่เพิ่งได้มา ถึงกับสแกนนามบัตรมา เพื่อความน่าเชื่อถือ อ่านแล้วก็โอเคนะ แค่บริจาคเลือด คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ผมก็คงไม่ส่งต่อหรอก ไร้สาระ

ไม่ใช่ว่าผมแล้งน้ำใจ แต่เนื่องจากอีเมล์นี้ไม่ได้ระบุวันที่มา ผมเลยไม่สามารถประเมินความเร่งด่วนของเขาจริงๆ ได้ว่า ณ ตอนที่ผมได้อ่านอีเมล์ เขาได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว หรือยังรอความช่วยเหลืออยู่ หรือ …. ตายห่าไปแล้ว

คนที่มีน้ำใจสุดๆ คงด่าผมว่า แล้วทำไมไม่โทรไปถามล่ะ?

คนใช้อีเมล์ เป็นล้านคน ส่งๆ กันไปไม่รู้กี่มือ สมมุติว่าคนที่ได้รับเมล์ทั้งหมดโทรไปถาม อะไรจะเกิดขึ้น? โอเค ถ้าตอนนั้นเขายังรอความช่วยเหลืออยู่ เขาก็คงยินดีที่จะรับโทรศัพท์ปริมาณมหาศาลขนาดนั้น แต่ถ้าตอนนั้น เรื่องมันจบไปแล้วล่ะ? ก็อาจจะแค่ขอบคุณ แล้วก็วางสาย

แต่ไม่หรอก ถ้าเรื่องมันจบแบบไม่ happy ending ก็ไม่ต้องถามเลยว่า คนที่ยังมีชีวิตอยู่ที่รับโทรศัพท์ทุกๆ คนที่ได้รับอีเมล์ จะตกนรกขุมไหน

ฉะนั้น…
อีเมล์ขอความช่วยเหลือ ที่ไม่ระบุวันเวลาที่จำกัดและชัดเจน ลบทิ้งไปเถอะครับ
อีเมล์ชวนทำบุญ ที่มีเลขที่บัญชีอยู่ด้วย ลบทิ้งไปเถอะครับ (แก้เลขบัญชีก็ไม่รู้เรื่องกันหรอก)

ป.ล. อีเมล์บางอันก็ fwd กันอยู่นั่นแหละ จนรู้สึกว่า ป่านนี้ ถ้าเจ้าของเมล์มันไม่หายดี ก็คงตายห่าไปนานแล้วล่ะ

ไม่มีที่ยืน?!?!

…เห็นข่าว manager เรื่อง "ระบบการศึกษาของไทย กำลังจะไม่มีที่ยืนให้กับเด็ก "ธรรมดาๆ" !!! ต้องห้อง King, Gifted, Eng, Rich เท่านั้น!!!" ให้รู้สึกว่า ชีวิตมันจะอะไรนักหนาวะ น้องผมก็เรียนสายสามัญและก็เอ็นท์ปีนี้เหมือนกัน ก็เจอปัญหาแบบที่หลายๆ คนเจอ ได้เรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ (หลอกตัวเองว่าคิดว่าชอบ แต่จริงๆ แล้วไม่หรอก อยากเข้ามหาลัยให้ได้มากกว่า)

รู้สึกว่าตัวเองโชคดีจริงๆ ที่เบนเข็มมาเรียนสายช่างหลังจบ ม.3 ไม่ต้องไปเครียดอย่างพวกสายสามัญ แค่คนมองว่าเถื่อนหน่อยก็เท่านั้นเอง แต่มีทางเลือกในชีวิตมากกว่าเยอะ จบ ปวช ไม่อยากเรียนต่อ ก็ยังทำงานได้ หรือจะเรียนต่อ ปวส ก็ได้ และพอจบ ปวส แล้ว อยากจะทำงาน ก็ไม่น่าเกลียดนัก หรืออยากจะเรียนให้จบตรี ก็มีคู่แข่งแค่ระดับ ปวส ด้วยกัน ไม่ต้องไปนั่งเครียดอะไร

และที่สำคัญ เรียนสายช่าง อาจารย์มักไม่สนใจ ทำให้มีเวลาไปเขียนโปรแกรมเล่นอีกถมถืด หุหุ ^^

ผลของการไม่เทส

…แก้เว็บไปตอนต้นเดือน กะว่าแก้นิดหน่อยคงไม่มีอะไรมาก เลยไม่ได้เทส
จนถึงวันนี้(ปลายเดือน) ไม่มีใครสั่งซื้อโปรแกรมมาเลย รู้สึกว่ามันผิดปกติเหมือนกัน
แต่ก็ยังไม่ได้เอะใจอะไร ปล่อยมันไปก่อน

จนมาลอง search ชื่อเว็บตัวเองเล่น ไปเจอะว่า description ของเว็บทำไมมันเป็น error message ก็เลยเข้าไปดู ก็ถึงบางอ้อ

…กูลืมเทส - -*

มันไป error ในจุดที่นึกไม่ถึง ทำให้ไม่มีใครเข้าเว็บได้
ก็เลยไม่มีใครซื้อโปรแกรมเลย

ไอติมหายไปหลายถ้วยเลยนะเนี่ย -*-

ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร เห็นต่างไม่ใช่อาชญากรรม

…ตอนนี้มีอยู่ข่าวหนึ่ง ที่ค่อนข้างจะรุนแรง แต่ไม่ดัง เพราะว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเปราะบางเหมือนกัน ข่าวที่ว่าก็คือ เรื่องชายคนนึงโดนทำร้ายเพราะไม่ยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง ซึ่งผมได้ข่าวเรื่องนี้ครั้งแรกจากบล็อกของ pittaya

แน่นอนครับ ตามเว็บบอร์ดทั่วไป ระลึกถึงญาติโหติกาของชายผู้ที่ไม่ยืนตรงนี้กันยกใหญ่เลย ไม่ต้องถามว่า ถ้าเจอกันตัวเป็นๆ จะเละขนาดไหน นี่เป็นหลักฐานชั้นดีว่า สังคมไทย ยังรักแบบ "บ้าคลั่ง" ไม่ใช่รักด้วย "เหตุผล" ใครทำอะไรที่แตกต่าง ไม่ได้ทำเหมือนตัวเอง ทั้งๆ ที่การกระทำนั้นก็ไม่ได้ดูหมิ่น หรือก่อให้เกิดผลเสียใดๆ ก็ยังต้องถูกตราหน้าว่าเป็นการกระทำที่ชั่วช้าสุดๆ

คนที่รักแบบ "บ้าคลั่ง" พวกนี้ พูดกันด้วยเหตุผลไม่รู้เรื่องจริงๆ ครับ เจอมาเองกับตัวแล้ว … มีคนโพสกระทู้เรื่องคำแนะนำเตือนสติการถ่ายรูปว่า ถ่ายรูปแต่ละครั้ง มันเสียเงิน 7 บาท ซึ่งคำแนะนำนี้ไม่ใช่มาจากคนธรรมดาอย่างเราๆ ผมอ่านคำแนะนำแล้วก็รู้สึกว่า มันเป็นคำแนะนำสมัยกล้องฟิล์ม และที่เราสร้างกล้องดิจิตอลมาก็เพื่อให้ประหยัดกว่ากล้องฟิล์มเมื่อต้องถ่ายในปริมาณที่มากกว่า และผมก็ได้ทดลองโพสความคิดนี้ลงไปอย่างสุภาพ ผลตอบรับ ไม่ต้องสงสัย … เละครับ และไม่ว่าจะโพสตอบกลับด้วยเหตุผลไปอย่างไร ก็เละครับ แถมพ่วงข้อหาหมิ่นอีก

ผมรู้สึกดีใจนะ ที่ยังมีหลายคนที่คิดแบบผมอยู่ ไม่ได้รัก "พ่อ" แบบ "บ้าคลั่ง" และยังมีคนเข้าใจว่า 0(ไม่ทำ) กับ -1(ทำชั่ว) มันต่างกัน ไม่ได้มองว่า 0 เหมือนกับ -1 อย่างที่พวกบ้าคลั่งเข้าใจกัน

ขอชมจากใจจริงเลยว่า ไอ้คนที่ไม่ยืนในโรงหนังนี่ เปรี้ยวพอตัวเลยฟ่ะ

แต่สมน้ำหน้ามัน เสือกเปรี้ยวไม่ดูตาม้าตาเรือ 55555 :D

ป.ล. ข้อคิดนึงที่ได้จากเรื่องนี้คือ ไม่ว่าคุณจะคิดต่างขนาดไหน อย่าได้เปรี้ยวเป็นอันขาด play safe ไว้ดีกว่า เหอๆ

EditPlus 3.0 ออกแล้ว

…นึกว่าจะเลิกพัฒนาไปแล้ว สำหรับ EditPlus ที่เห็นเป็น v2 มาตั้งนาน ปัญหาภาษาไทยใน editplus เป็นอะไรที่คาราคาซังใน v2 อย่างมาก แต่ด้วยความที่มันค่อนข้าง light weight และ Regular Expression มันทำงานได้ดีกว่า text editor ตัวอื่นๆ เลยทำให้ผมยังต้องมี EditPlus ติดเครื่องไว้แบบขาดไม่ได้
ณ ตอนนี้ EditPlus v3 ออกมาแล้ว ซึ่งเท่าที่ได้ทดสอบดู พบว่าสามารถแสดงภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง และรองรับ utf-8 แล้ว (ผม uninstall v2 ออกไปก่อนที่จะลง v3 เลยไม่ทันได้ดูว่า v2 รองรับ utf-8 มั้ย) ถึงกระนั้นก็ตาม ก็ยังมีบั้กเกี่ยวกับภาษาไทยบ้าง โดยขณะพิมพ์ภาษาไทยลงไปใน editor โปรแกรมจะไม่แสดงวรรณยุกต์เลย ต้อง scroll ไป page อื่นแล้วกลับมาที่เดิม จึงจะเห็นวรรณยุกต์ แต่ก็ถือว่าทำให้ทำงานกับภาษาไทยได้สะดวกขึ้นมากกว่าเดิม
ยังไงก็ตาม ผมก็ยังต้องมี UltraEdit-32 ติดเครื่องไว้อีกตัว เพราะ EditPlus มันไม่สามารถ select แบบ Column mode และดูข้อมูลแบบ Hex ได้

งานหนังสือ 2008/1

  …ปีนี้กะว่าจะไม่ซื้อหนังสือเพิ่มแล้ว เพราะไอ้ที่ซื้อมาแล้วไม่อ่านเนี่ย เพียบเลย แต่สุดท้ายก็ทนกิเลสไม่ไหว สอยมาได้ 3 เล่ม (นี่พยายามเลือกเล่มบางๆ แล้วนะเนี่ย)

Image125เล่มแรก Emotional Marketing ของ BrandAge เป็นหนังสือที่พูดถึงเรื่องการทำตลาดโดยเล่นกับ “ความรู้สึก” ของคน ว่าไปแล้ว บัตรเครดิต KTC ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่อง Emotional marketing เหมือนกัน แต่ไม่มีพูดถึงในหนังสือเล่มนี้ (แล้วจะบอกทำไม - -’)

ในหนังสือเล่มนี้จะมีแถมเนื้อหา case study ของ UBC, Double A และพรานทะเล อ่านแล้วก็น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะพรานทะเล ที่เริ่มทำตลาดตั้งแต่ 0 เลยทีเดียว
ราคาไม่แพง 120 บาท มี 112 หน้า แถมลดเพิ่มอีก 20%

Image126เล่มต่อมา “รบแนวราบ … ปฏิบัติการจากแบงค์ถึงบันเทิง” ของ BrandAge อีกเช่นเดียวกัน เล่มนี้ผมใช้เวลาตัดสินใจไม่นานนักหลังจากเปิดอ่าน เพราะมันมีเรื่อง Re-branding ของธนาคารกรุงศรีด้วย ปกติแล้วเรื่อง Re-branding ของธนาคารที่เอามาพูดกันบ่อยๆ จะเป็นของไทยพาณิชย์กับ KTC ซะเยอะ ก็เลยอยากอ่านของธนาคารอื่นบ้าง แต่พอเอากลับมาเปิดดูผ่านๆ เห็นมีเรื่อง Re-branding ของมีเดียออฟมีเดียด้วย ก็น่าสนใจดี ไม่เคยอ่านของบริษัทนี้เหมือนกัน
150 หน้า ราคา 150 บาท ลดเพิ่มอีก 20%

Image128 เล่มนี้มาแปลก กระดาษเนื้อหนาอย่างดี แต่พิมพ์แนวนอน เพื่อให้สมกับชื่อหนังสือ “ZigZag เมื่อแกะดำทำธุรกิจ” เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องต่างๆ ให้คิดเล่นๆ (เหมือนเล่าแบบสัพเพเหระซะมากกว่า) ราคาหน้าปก 350 ลดเหลือ 280 ความหนา 134 หน้า เป็นรูปซะครึ่งนึง ถ้าซื้อมาอ่านจริงๆ จังๆ ถือว่าเล่มนี้แพงไป ไม่คุ้ม แต่ถ้าซื้ออ่านเล่นๆ ก็พอจะซื้อมาอ่านได้ ถ้าเงินเหลือ (แต่มันเก็บเข้า shelf ลำบากฟ่ะ รูปร่างไม่เหมือนหนังสือทั่วไป - -*)

ผ่านไป 3 เล่ม ที่ได้เสียตัว เอ้ย เสียตังซื้อไปแล้ว ยังมีหนังสือของ BrandAge อีก 3 เล่มที่น่าสนใจแต่ยังไม่ได้ซื้อ กะว่าซื้อปีหน้าก็คงไม่สาย รอมันลดเยอะๆ ดีกว่า อิอิ

Image122เล่มนี้พูดถึงเรื่องการออกแบบสินค้า เท่าที่เปิดดูข้างใน ถือว่าน่าสนใจมาก เรื่องการออกแบบสินค้า การคิดถึง product position แบบนี้ หาอ่านไม่ได้ง่ายๆ ผมเห็นราคาแปะหราที่หน้าปกที่ 800 บาทถ้วน ก็เล่นเอาสะอึกเหมือนกัน แต่ที่น่าสงสัยคือ ที่ตัวหนังสือไม่มีราคาพิมพ์ติดไว้เลย แปลกทีเดียว ผมคิดว่าที่มันไม่พิมพ์ราคาไว้ น่าจะเป็นการโยนหินถามทางเรื่องราคาของหนังสือเล่มนี้มากกว่า ฉะนั้นเล่มนี้จึงยังไม่ได้แดรกตังผมแน่ๆ ^^

เชื่อว่าอีกซัก 2 ปี เล่มนี้มันคงอยู่ในกองลดราคา ซึ่งก็ค่อยว่ากันอีกที อิอิ

Image124ผมชอบหนังสือในซีรีส์ Case Study มากๆ มันเล่าแล้วเห็นภาพดี ซึ่งเล่มนี้เห็นออกเมื่อปีที่แล้ว เป็นเรื่องของ Blue Ocean ที่เค้าเปรียบธุรกิจใหม่ๆ ว่าเป็นเหมือนน่านน้ำสีครามที่ยังไม่มีใครเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์ (ซึ่งจะตามมาด้วยสงคราม)

เนื้อหาเป็นยังไงไม่รู้ เพราะยังไงก็ซื้ออยู่แล้ว เหลือแต่รอว่า เมื่อไหร่มันจะย้ายไปอยู่ในกองลดราคา 50% อิอิ

Image123ใหม่ล่าสุดกับ Case Study 11 เพิ่งออกสดๆ ร้อนๆ, จากเล่มที่แล้วที่เป็นเรื่อง Blue Ocean เล่มนี้ต่อเนื่องด้วย “เมื่อ Blue Ocean กลายเป็น Red Ocean” พาดหัวกันซะขนาดนี้ ทำให้อยากจะซื้อเล่มข้างบนนู่นมาอ่านเลยทีเดียว

และเช่นเดิม รอมันลงไปอยู่ในกองลดราคา 50% ค่อยซื้อ เพราะซื้อมาตอนนี้ ก็ฟันธงได้เลยว่าไม่ได้อ่านแน่ๆ (สองเล่มนี้หนาเหมือนกัน - รู้สันดานตัวเองดีว่าหนาๆ แบบนี้อ่านไม่จบแน่ๆ)

ตอนจ่ายเงินซื้อไอ้ 3 เล่มข้างบนนู่น พนักงานถามว่าสนใจสมัครสมาชิกฟรีมั้ย พร้อมๆ กับยื่นแบบฟอร์มเล็กๆ ให้กรอก ด้วยความที่ผมชอบสำนักพิมพ์นี้อยู่แล้ว(จริงๆ เพราะมันสมัครฟรีมากกว่า ฮ่า) ก็เลยอยากได้บัตรสมาชิกพกติดไว้ ดังนั้นจึงถามพนักงานไปว่า

AMp : สมัครแล้วได้อะไรบ้างอะครับ (สมัครฟรี ลดเพิ่ม 50% น่ะมีมั้ย)
เสี่ยวเอ้อ : … ก็จะมีแจ้งข่าวสารไปยังอีเมล์เวลามีหนังสือใหม่ๆ ครับ แล้วก็มีส่วนลดพิเศษด้วย
AMp : แล้วมีบัตรสมาชิกมั้ยครับ (อยากได้ๆ)
เสี่ยวเอ้อ : …เอ่อ … (ทำหน้าลังเลแป๊บนึง) … ไม่มีครับ
AMp : อ้าว แล้วถ้าผมมาซื้อจะรู้ได้ไงว่าผมเป็นสมาชิกอะ (นั่งทางในเอาเรอะ)
เสี่ยวเอ้อ : …คือ … เอ่อ เราจะมีระบบฐานข้อมูลเก็บข้อมูลสมาชิกไว้น่ะครับ …บลา บลา บลา….

ถึงตรงนี้ก็ไม่ต้องบอกแล้วล่ะครับ ไอ้เชี่ยนี่มั่วแน่นอน ซึ่งดูจากสายตาและน้ำเสียงที่มันตอบมา ก็พอจะเดาได้ว่ามันคงกำลังนึกถึงบุพการีของผมอยู่ แต่คิดว่าคงไม่ได้นึกถึงแค่คนหรือสองคนแน่ๆ และสุดท้ายก็ไม่ได้สมัครไป

ตอนเดินออกจากบู๊ท รู้สึกถึงรังสีอาฆาตตะหงิดๆ 55555

ป.ล. ค่าย BrandAge ชอบเอาหนังสือมาลดราคาเยอะๆ ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ผมเลือกที่จะรอมันลดมากกว่าจะสอยมันมาเก็บไว้ ^^

อืมมม รุ่นน้องกรู

…ตะกี้ มีรุ่นน้อง add มา ใครก็ไม่รู้ จำไม่ได้ มาถามเรื่องโปรเจก assembly ซึ่งการเขียน assembly นั้น ถ้าไม่ได้มีไอ้เจ้าของโปรแกรมนั่งอยู่ข้างๆ แล้วล่ะก็ อย่าหวังก๊อบโปรแกรมไปส่งเลย เขียนเองเผลอๆ จะไวกว่า ง่ายกว่าด้วย

xxx : จะแก้ภาพใน assembly ยังไงครับ
AMp : ( bla bla bla )
xxx : แบบว่าไม่รู้เรื่องเลยอะครับ ส่งพรุ่งนี้ด้วย
AMp : เขียนใหม่เลย ตัด feature ยากๆ ทิ้ง เก็บคะแนนน้อยๆ แต่ชัวร์ดีกว่า
xxx : เขียนไม่เป็นเลยครับ
AMp : เอ่อ งั้นลงต่อเทอมหน้าละกัน
xxx : อยากบอกเหลือเกินว่าปี 4 แล้ว

…เออ แล้วทั้งเทอม คุณพี่ท่านทำอะไรอยู่ล่ะวะ นี่ปริญญานะเฟ้ย ไม่ใช่ประถม
เวลาสอบไม่ผ่าน ซื้อของให้ก็หมดเรื่องน่ะ - -*
(พูดเมือนเคยทำ 55555)

ป.ล. หลักสูตรผม 2 ปีต่อเนื่อง เรียนได้สูงสุด 4 ปี ถ้า 4 ปี ไม่จบ ไทร์ทันที

เกมของไทย จะรุ่งหรือจะริ่ง

…คงไม่มีใครในวงการเกมที่ไม่รู้จักบริษัทบิ๊กบั๊ก ในฐานะผู้ผลิตเกม Hero Master ซึ่งเป็นเกม MMORPG เกมแรกของไทย ตอนนี้มีข่าวว่าบริษัทนี้กับลังย่ำแย่กับการโดนละเมิดลิขสิทธิ์ มีคนเล่นเกมวันละ 250+ คน แต่ใช้ของแท้ไม่ถึง 10%

ทางบริษัทก็ออกมายอมรับว่าจุดอ่อนของ product นี้ก็คือเรื่องช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีแต่ Zest เท่านั้น และขนาดกล่องที่เล็กเกินไป ทำให้ไม่เด่นเวลาวางบน shelf

ตั้งแต่ทีแรกที่ผมได้ยินข่าวว่าจะทำเป็นเกมกล่องขาย ก็คิดแล้วว่าไม่น่าจะเวิร์กเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ คนที่เล่น MMORPG ไม่มีใครที่ไม่เล่นเน็ตแน่นอน ฉะนั้นช่องทางจำหน่ายที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพที่สุด ก็คงไม่พ้นอินเตอร์เน็ตอยู่แล้วล่ะ

ส่วนเรื่องเทคนิคการตลาดของเกมนี้ ผมว่ายังน่าสนใจสู้การทำตลาดของเกมออนไลน์ยี่ห้ออื่นไม่ได้ บิ๊กบั้กใช้วิธีขายเกมเป็นแพคเกจ ซึ่งคนที่ซื้อก็น่าจะเป็นคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเล่นแน่ๆ (เพราะตอนนี้ BitTorrent ได้ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่า “ทำไมกูต้องซื้อ เดี๋ยวมันก็มีให้โหลด”) แต่ในขณะที่เกมออนไลน์อื่นๆ ใช้วิธีแจกฟรี เพื่อดึง member เข้าระบบมาก่อน(ซึ่งจะช่วยสร้างสังคมภายในเกมอีกทางหนึ่ง) แล้วสร้างรายได้จากการขาย option เพิ่มทีหลัง

จุดที่พลาดของเกมนี้อย่างแรงก็คือ เรื่องการวางโค้ดที่เรียกว่า ‘ระเบิด’ ไว้ในตัวเกม สำหรับจัดการเกมที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่สุดท้าย บริษัทก็ไม่กล้าใช้มาตรการนี้ เพราะกลัวจะกระทบต่อภาพลักษณ์บริษัท … ทำให้เวลาที่เสียไปกับการสร้างระเบิดนั้น “สูญเปล่า”

จะโกงกันไปทำไมครับ

…1 คำถามจากเว็บบิตชื่อดังของประเทศไทย
เนื่องจากมีผู้โกงค่า upload เป็นสิบๆ คน

คนส่วนใหญ่อยากได้เรโชเยอะๆ แต่เรโชมันไม่ได้มาง่ายๆ
ฉะนั้นทางเลือกที่น่าสนใจกว่าก็คือการโกง
ซึ่งคนที่โกง ก็สมควรโดนแบนไปตามระเบียบ

แต่โทษที

วิธีจับโกงแบบนั้นน่ะ

….ใช้ได้กับพวกอ่อนหัดเท่านั้นแหละ โฮะๆๆๆๆ ^o^

ฟุ้งซ่าน

dgerererg

…หากฟุ้งซ่าน จะแก้ยังไงดี?
เตะหมา …. ไม่เวิร์ก นอกจากโดนกัดแล้ว อาจโดนหมาหมู่
ด่ายาม …. ก็ไม่เวิร์ก เพราะยามมีหมาเป็นลูกน้อง

อะ วาดรูปนี่แหละ ไม่ต้องระรานใคร อยากวาดอะไรก็วาด คิดอะไรได้ก็วาดๆ ไป ระหว่างวาด ก็เปิดเพลง I belive ที่เป็น OST ของ My Sassy Girl (อีกแล้ว) ไปเรื่อยๆ เพลงมันอารมณ์เดียวกับภาพดี

วาดเสร็จ ก็ได้มาเป็น wallpaper อีกตัว (ใครสนใจคลิกที่รูปได้) หลายคนบอกว่าผมก็มีฝีมือด้านกราฟิกเหมือนกันนี่ แต่อันที่จริงแล้ว ถ้าใจมันไม่อยากทำ ทำเท่าไหร่ก็ไม่เคยสวยเอาซะเลย และงวดนี้ก็เหมือนกัน…

…ภาพนี้น่ะ อารมณ์ผมตอนนี้แหละ

งาน Painting งานแรกในชีวิต

wallpaper…เบื่อๆ เซ็งเป็ด ก็เลยเปิด photoshop ขึ้นมา กะจะวาดรูปเล่น เอาแปรงปาดไปปาดมาเล่นๆ อยู่พักนึง เพราะไม่รู้จะวาดอะไรดี ก็เกิดความอยากลองวาดงานแบบ paint ดูมั่ง เห็นคนอื่นเค้าทำกันสวยๆ ทั้งนั้น ซึ่งถ้าจะทำให้สวยแบบนั้นจริงๆ ก็คงต้องใช้โปรแกรมเฉพาะ บวกกับ Tablet(เม้าส์ปากกา) ถึงจะแจ่ม แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรซักอย่าง มีแต่ photoshop คู่ชีพ ก็เลยเล่นมันทั้งแบบนี้นี่แหละ นั่งปาดอยู่ชั่วโมงกว่า ผลปรากฏว่า ก็ได้เป็น wallpaper อย่างที่เห็น ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้ เหอๆ (ใครสนใจ คลิกที่รูปได้เลย)

สิ่งที่เราได้เรียนรู้หลังเหตุการณ์หุ้นลงจากปัญหา subprime

…มีคนเอามาให้อ่าน ใครสนใจตามไปอ่านกันได้
http://www.bbznet.com/scripts3/view.php?user=greenbull&board=8&id=3116&c=1&order=numtopic

"เวลาหุ้นลงก็จะมีข่าวร้ายเต็มตลาด แต่ถ้าหุ้นขึ้นกลับมานักลงทุนก็พร้อมจะลืมข่าวร้ายนั้นไป"
อันนี้ถูกมากๆ แค่หุ้นขึ้นยี่สิบกว่าจุดวันเดียว ผมก็ลืมไอ้ที่ลงๆ มาเกือบร้อยจุดนั่นไปแล้ว ^^’

"นักลงทุนต่างชาติ แม้ว่าจะมี volume ซื้อขาย 30-40% ของตลาด แต่ก็สามารถกำหนดทิศทางตลาดได้"
อ่านแล้วนึกถึงคำเตือนอันนึง ชอบมาก …. โปรดดูยอดซื้อขายฝรั่งก่อนลงทุนทุกครั้ง … ซึ่งก็แม่นพอควร ถ้าฝรั่งขายทิ้งเมื่อไหร่ ก็ ….โกยยยเถอะโยมมมมม

ตอนนี้ผมพยายามข่มใจให้ลงทุนตามกราฟ Slow STO เป็นหลัก เมื่อไรที่ Slow STO มันบอกว่า Over Sell ก็อาจจะต้องกลั้นใจซื้อหน่อย ซึ่งอาจจะต้องไล่เฉลี่ยซื้อซักนิดนึง (บางคนบอกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ) และถ้า Slow STO มันบอกว่า Over Buy เมื่อไหร่ ก็เตรียมขายทิ้งได้เลย

ฝันไว้ว่า ซักวันนึงจะทำโปรแกรม Trade หุ้นแบบ Auto เป็นเหมือนหุ่นยนต์ตัวนึงที่คอยจัดการลงทุนให้ ถึงแม้มันอาจจะดูเสี่ยง แต่สิ่งที่โปรแกรมมันทำได้ดีกว่ามนุษย์ก็คือเรื่องอารมณ์

เล่นหุ้น เรื่องอารมณ์นี่ สำคัญมาก บางทีเห็นหุ้นขึ้นกระจุยกระจาย ก็โดดไปร่วมวงซะงั้น แต่หารู้ไม่ว่า

….เจ้ามือน่ะ กระโดดหนีไปก่อนหน้านั้นแล้ว เหอๆ

Canon in D Major

6246060…คงไม่มีเพลงไหนเหมาะกับวันวาเลนไทน์ไปมากกว่าเพลง Canon in D Major อีกแล้วล่ะ เพลงนี้เป็นเพลงเปียโนบรรเลง และเคยเป็นเพลงที่ Jeon Ji-Hyun นางเอกเรื่อง My Sassy girl เคยเล่นในฉากที่ซึ้งที่สุดของเรื่องนี้มาแล้ว

ใครยังไม่เคยฟัง เปิดเข้า YouTube โลด 
http://www.youtube.com/watch?v=y_XiDPXM24I
http://www.youtube.com/watch?v=6wpPk8qk3uQ
http://www.youtube.com/watch?v=WvDedo8r1Fk

ตั้งแต่ได้ยินครั้งแรกในหนังเรื่อง My Sassy girl เมื่อ 3 ปี ก่อน จนถึงตอนนี้ ก็ยังเปิดฟังเพลงนี้อยู่เรื่อยๆ มันเป็นเพลงหวานๆ ที่ฟังยังไงก็ไม่เบื่อเลยจริงๆ

On a Valentine’s Day

tesddd…ไปเจอ teddy bear ตัวนึงที่ zeen zone  คล้ายๆ ตัวข้างๆ นี่แหละ แต่ใส่เอี๊ยม น่ารักมาก ตั้งใจจะเอามาเซอร์ไพรส์คนสวย พร้อมดอกกุหลาบเล็กๆ ซักดอก…

…แต่

สุดท้ายก็…ไม่ได้ให้

‘นาก’ หนังดีแห่งปี (ฮี้..กั่บๆ)

nak …หน้าม้ามาแต่ไกล เรื่องของเรื่องคือ หนังเรื่องนี้ เพื่อนผมเป็นหนึ่งในลูกหาบ เอ้ย ทีมงาน ทำทุกอย่าง ตั้งแต่ ขึ้นโมเดล จัดแสง จัดฉาก ฯลฯ

ก็เมื่อไม่กี่วันมานี้ มันก็มาชวนยิกๆ บอกว่า ไปดูหนังที่กุทำหน่อยเห๊อะ ….. ไอ้ผมอะ ทีแรกก็จะไปดูอยู่แล้ว เพราะชอบ character ของ boyd มันน่ารักดี แต่พอมาชวนแบบนี้ หะหะ เมิงเป็นทีมงานใช่มั้ย ขอตั๋วฟรีให้กุหน่อยละกัน 55555

ปล. เพื่อนคนนี้ เบนเข็มจากช่างก่อสร้างมาเรียน comsci แล้วไปทำอนิเมชั่น ส่วนวันก่อนก็เจอเพื่อนเก่า จบอิเล็กเหมือนกัน ตอนนี้ไปคุมไซต์ก่อสร้าง ….. เฮ้อ แต่ละคน - -”