ยามศึกเรารบ ยามสงบเรากัดกัน
…ก็ไม่เข้าใจเลยจริงๆ บ้านเมืองนี้ มันจะอะไรกันนักหนา แค่รวมกลุ่มกันได้ ก็ถือว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของสังคมแล้วหรือ? ถ้าบอกว่าม็อบนั้นคือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แล้วทำไมตอนเลือกตั้ง พรรคที่คุณหาว่าเลวอย่างนั้น เลวอย่างนี้ ประชาชนรู้ทันหมด ถึงได้ถูกเลือกเข้ามาอีกครั้ง?
การกระทำของ พธม ตอนนี้ เห็นได้ชัดแล้วครับ ว่าเพื่อประโยชน์ส่วนตนจริงๆ ไม่ว่าผมจะตัดอคติส่วนตัวออกไปเท่าไร ก็ไม่พบความเป็นเหตุเป็นผลต่อการเรียกร้องต่างๆ เลยครับ
ทำไมน่ะหรือครับ?
อดีตนายกที่กลุ่มนี้พยายามกล่าวหาต่างๆ นาๆ ว่าผิดสารพัด ณ บัดนี้ ศาลยังไม่ตัดสินอะไรเลยครับ ทั้งๆ ที่อำนาจอยู่ในมือเผด็จการมาปีกว่า ก็ยังได้แค่ส่งฟ้อง ถ้าว่ากันตรงๆ ถึงผมจะชื่นชมในนักธุรกิจที่ผันตัวมาเป็นนักการเมืองคนนี้ แต่ถ้าผิด ก็ว่าไปตามผิด ถ้าถูก ก็ว่าไปตามถูกครับ ไม่ใช่หลับหูหลับตาเชียร์แหลก
เล่นกันซะบ้านเมืองแทบล่มจม รายได้จากการท่องเที่ยว ที่น่าจะเป็นรายได้หลักก็หด ไม่ต้องถามเลยครับว่าทำไม เอาง่ายๆ ถ้าประเทศที่คุณจะไปเที่ยว มีม็อบ ก่อจลาจล และปฏิวัติ คุณยังอยากจะไปเที่ยวอีกมั้ยล่ะ?
ไม่ต้องไปฝันหรอกครับ ว่าจะได้นักการเมืองที่ซื่อสัตย์ ไม่ซื้อเสียง ไม่โกงกิน ที่มันวุ่นวายอยู่แบบนี้ ก็เพราะว่ายังมัวแต่ฝันถึงนักการเมืองในอุดมคตินี่แหละครับ…เลิกฝันเถอะครับ ไม่มีหรอกครับ คนที่คุณฝันน่ะ หันกลับมามองดีกว่า ว่าใครให้ประโยชน์โดยรวมมากที่สุด
ถ้าให้เลือก คนนึงหาเงินให้ผมได้ 500 แต่ขอค่าน้ำชา 100 กับอีกคน หามาให้ผมได้ 1000 แต่ขอ 300 ซึ่งแน่นอนครับ ผมเลือกคนหลัง เพราะรายได้สุทธิ 700 มันมากกว่ารายได้สุทธิ 400 เห็นๆ
ผมไม่ได้จะเชิญชวนให้สนับสนุนคนโกงนะครับ แต่ในเมื่อทุกคนโกงหมด ทางที่ดีที่สุด คือเลือกคนโกงที่ให้ผลประโยชน์กับเรามากที่สุดครับ (เลิกฝันถึงนักการเมืองในอุดมคติซักที)
จากประเทศที่กำลังจะเป็น "ผู้ให้กู้" ตอนนี้ กลายเป็น "ผู้กู้" แล้วครับ อนาถใจดีมั้ยล่ะ
ป.ล. วันก่อนเห็นข่าวกลุ่มคนพิการประท้วง "หวยออนไลน์" รู้สึกเหมือน "โจรปล้นร้านชำ" ที่ไปด่า "โจรปล้นร้านทอง" ว่าชั่วกว่า นั่นแหละ, หวยออนไลน์อีกตัว ด่ากันเข้าไปว่ามอมเมา รัฐทำไม่ได้ แทนที่จะได้เงินตรงนี้มาพัฒนาประเทศ กลับต้องปล่อยให้เงินตรงนี้หลุดไปอยู่ "ใต้ดิน" ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าพวกที่คัดค้านเนี่ย มันเอาอะไรคิด…อย่าหลอกตัวเองอยู่เลยครับ ว่าประเทศไทยเมืองพุทธ ยอมรับเถอะ ว่าสังคมไทยบ้าหวย บ้าไสยศาสตร์ และมีเด็กใจแตกทำแท้งกันทุกวัน!

เล่มแรก Emotional Marketing ของ BrandAge เป็นหนังสือที่พูดถึงเรื่องการทำตลาดโดยเล่นกับ “ความรู้สึก” ของคน ว่าไปแล้ว บัตรเครดิต KTC ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่อง Emotional marketing เหมือนกัน แต่ไม่มีพูดถึงในหนังสือเล่มนี้ (แล้วจะบอกทำไม - -’)
เล่มต่อมา “รบแนวราบ … ปฏิบัติการจากแบงค์ถึงบันเทิง” ของ BrandAge อีกเช่นเดียวกัน เล่มนี้ผมใช้เวลาตัดสินใจไม่นานนักหลังจากเปิดอ่าน เพราะมันมีเรื่อง Re-branding ของธนาคารกรุงศรีด้วย ปกติแล้วเรื่อง Re-branding ของธนาคารที่เอามาพูดกันบ่อยๆ จะเป็นของไทยพาณิชย์กับ KTC ซะเยอะ ก็เลยอยากอ่านของธนาคารอื่นบ้าง แต่พอเอากลับมาเปิดดูผ่านๆ เห็นมีเรื่อง Re-branding ของมีเดียออฟมีเดียด้วย ก็น่าสนใจดี ไม่เคยอ่านของบริษัทนี้เหมือนกัน
เล่มนี้มาแปลก กระดาษเนื้อหนาอย่างดี แต่พิมพ์แนวนอน เพื่อให้สมกับชื่อหนังสือ “ZigZag เมื่อแกะดำทำธุรกิจ” เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องต่างๆ ให้คิดเล่นๆ (เหมือนเล่าแบบสัพเพเหระซะมากกว่า) ราคาหน้าปก 350 ลดเหลือ 280 ความหนา 134 หน้า เป็นรูปซะครึ่งนึง ถ้าซื้อมาอ่านจริงๆ จังๆ ถือว่าเล่มนี้แพงไป ไม่คุ้ม แต่ถ้าซื้ออ่านเล่นๆ ก็พอจะซื้อมาอ่านได้ ถ้าเงินเหลือ (แต่มันเก็บเข้า shelf ลำบากฟ่ะ รูปร่างไม่เหมือนหนังสือทั่วไป - -*)
เล่มนี้พูดถึงเรื่องการออกแบบสินค้า เท่าที่เปิดดูข้างใน ถือว่าน่าสนใจมาก เรื่องการออกแบบสินค้า การคิดถึง product position แบบนี้ หาอ่านไม่ได้ง่ายๆ ผมเห็นราคาแปะหราที่หน้าปกที่ 800 บาทถ้วน ก็เล่นเอาสะอึกเหมือนกัน แต่ที่น่าสงสัยคือ ที่ตัวหนังสือไม่มีราคาพิมพ์ติดไว้เลย แปลกทีเดียว ผมคิดว่าที่มันไม่พิมพ์ราคาไว้ น่าจะเป็นการโยนหินถามทางเรื่องราคาของหนังสือเล่มนี้มากกว่า ฉะนั้นเล่มนี้จึงยังไม่ได้แดรกตังผมแน่ๆ ^^
ผมชอบหนังสือในซีรีส์ Case Study มากๆ มันเล่าแล้วเห็นภาพดี ซึ่งเล่มนี้เห็นออกเมื่อปีที่แล้ว เป็นเรื่องของ Blue Ocean ที่เค้าเปรียบธุรกิจใหม่ๆ ว่าเป็นเหมือนน่านน้ำสีครามที่ยังไม่มีใครเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์ (ซึ่งจะตามมาด้วยสงคราม)
ใหม่ล่าสุดกับ Case Study 11 เพิ่งออกสดๆ ร้อนๆ, จากเล่มที่แล้วที่เป็นเรื่อง Blue Ocean เล่มนี้ต่อเนื่องด้วย “เมื่อ Blue Ocean กลายเป็น Red Ocean” พาดหัวกันซะขนาดนี้ ทำให้อยากจะซื้อเล่มข้างบนนู่นมาอ่านเลยทีเดียว

